The Debate

รอยัลคาสิโนวิธีใส่โค้ด: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

ส โบ เบ็ ต 888 ค่า สิ โน มือ ถือ1️⃣M98,อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของจังหวะเวลาในการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ยังทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกยังมีความผันผวนอยู่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา เกิดแรงเทขายอย่างหนักโดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลลุกลามไปทั่วโลก แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯสามารถฟื้นตัวกลับขึ้นมาถึง 12% หลังจากความกังวลดังกล่าวได้เริ่มผ่อนคลายลง ประกอบกับตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯที่ออกมาดีกว่าที่คาด STOP LOSS ถ้าราคาหุ้นปิดต่ำกว่า 3.90 ลงไปหุ้นควอลคอมม์ ดิ่งลง 15% หลังจากบริษัทเปิดเผยยอดขายและกำไรที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของตลาด ขณะที่หุ้นราล์ฟ ลอเรน พุ่งขึ้น 16% ขานรับผลประเกอบการที่ดีเกินคาดของบริษัท} หุ้นกลุ่มพลังงานอ่อนแรงลง โดยหุ้นเชฟรอน คอร์ป และหุ้นเอ็กซอน โมบิล ต่างก็ร่วงลงกว่า 1.3% ส่วนหุ้นทรานส์โอเชียน ร่วงลง 8.2% หลังจากบริษัทวางแผนปรับลดต้นทุนในปีหน้าลงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์, แรงขายกลุ่มพลังงานฉุดตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ สมาคมแลกเปลี่ยนทองคำและเงินของจีน เผยราคาทองคำที่ตลาดฮ่องกงปรับตัวลดลง 86 ดอลลาร์ฮ่องกง ปิดที่ระดับ 10,262 ดอลลาร์ฮ่องกง/ตำลึงในวันนี้ หรือราคาดังกล่าวเทียบเท่ากับ 1,107.21 ดอลลาร์สหรัฐ/ทรอยออนซ์ ลดลง 9.30 ดอลลาร์สหรัฐ ที่อัตราแลกเปลี่ยนล่าสุด 1 ดอลลาร์สหรัฐ/7.75 ดอลลาร์ฮ่องกงตัวเลขจ้างงานที่แข็งแกร่งได้หนุนกระแสคาดการณ์ของตลาดที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกสำหรับดอลลาร์ ทั้งนี้ ดอลลาร์ที่ปรับตัวขึ้นจะทำให้สัญญาน้ำมันดิบที่มีการซื้อขายกันในสกุลเงินดอลลาร์มีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ถือครองเงินสกุลเงินอื่นๆ ซึ่งทำให้สัญญาน้ำมันมีความน่าดึงดูดใจลดลงนอกจากนี้บริษัทยังมีเป้าหมายที่จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มถึงระดับ 100 MW แต่การหากำลังผลิตเพิ่มจะต้องผ่านพ้นช่วงการนำบริษัท บ่อพลอย โซล่าร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยทำธุรกิจไฟฟ้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET)ก่อน เพื่อนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปขยายการลงทุน คาดว่าจะยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล(ไฟลิ่ง)เพื่อเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก(IPO)ราวเดือนพ.ค.59 ก่อนนำหุ้นเข้าซื้อขายใน SET ในปีเดียวกันด้วย นักเศรษฐศาสตร์คาดปีหน้า GDP โต 3.2% ส่งออกฟื้นตลาดจับตาดูตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในเดือนต.ค. ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ เวลา 20.30 น.ตามเวลาไทย เพื่อประเมินภาพรวมที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับภาวะตลาดแรงงานสหรัฐ ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งแกร่ง เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังว่าตัวเลขจ้างงานในเดือนต.ค.จะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของเฟดในการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินในเดือนธ.ค.,บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPNรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/58 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.58 มีกำไรสุทธิ 1,010.99 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.69 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 561.03 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.38 บาทต่อหุ้น、บาคาร่าm98hd、โดยจะเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ เปิดจองซื้อในวันที่ 6 และ 9 พ.ย. 58 โดยผ่านธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ และเป็นผู้ค้ำประกันด้วย,ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีค่าระวางเรือ (BDI) ปิดวันทำการล่าสุด (6 พ.ย.) ที่ 631.00 จุด ลดลง 9.00 จุด หรือ 1.41%AOT (TP340*): Support 304/300 Resistant 314/322ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลสรุปการซื้อขายหุ้นประจำสัปดาห์ผ่านไทย เอ็นวีดีอาร์ ระหว่างวันที่ 2-6 พ.ย.58 ซึ่งเป็นดัชนีหนึ่งที่สะท้อนการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ พบว่าหุ้นที่มีการซื้อสุทธิมากที่สุด 20 อันดับแรก หากพิจารณาจากจำนวนหุ้นที่ซื้อสุทธิ ได้แก่ MINT (BUY:[email protected]): ช่วง 3Q58 คาดกำไรปกติโต 12%YoY จากรายได้ธุรกิจโรงแรมและอาหารในไทยที่ยังโตเด่น ส่วนช่วง 4Q58 ยังสดใสจากเข้าสู่ High Season โดยทั้งปี 58 คาดกำไรปกติโต 8%YoY และโตต่อ 10%YoY ในปี 59 ทั้งนี้จากผลกำไรที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่องในระยะยาว และราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside 23% จึงคงแนะนำ ซื้อ ,ลิเวอร์พูลเชลซีคืนนี้、slotที่ดีที่สุดqc、ทั้งนี้ การผ่อนคลายเกณฑ์ให้กองทุนรวมที่เสนอขายต่อผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อย สามารถลงทุนในทรัพย์สินทางการเงินได้ทุกประเภท และไม่กำหนดอัตราส่วนการลงทุน (เช่นเดียวกับ hedge fund) นอกจากนี้ คุณสมบัติของผู้ลงทุนที่สามารถลงทุนในกองทุนดังกล่าวจะถูกกำหนดให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของกองทุนนั้น。 กราฟอยู่ในช่วงกลับตัว W shape โดยราคาสามารถยกตัวขึ้นปิดเหนือเส้น EMA 10 วันได้ตลอด สอดคล้องกับเครื่องมือ Slow Sto. + MACD ชี้ขึ้นสนับสนุนเป็นสัญญาณซื้อทั้งคู่ จึงคาดว่าจะดีดตัวขึ้นต่อได้สำหรับอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ ที่ระดับ A- แนวโน้มอันดับเครดิต คงที่ โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 21 ต.ค.58อนึ่ง ตามที่ระบุไว้ในเอกสารประกวดราคา รฟท.ได้กำหนดแจ้งผู้ผ่านคุณสมบัติในวันที่ 24 พ.ย.58 และกำหนดเสนอราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ในวันที่ 8 ธ.ค.58。

อนึ่ง นาย อานนท์ชัย วีระประวัติ เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อยู่หลายตัวด้วยกัน อาทิ บริษัท เอ็มพีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MPG ซึ่งถือหุ้นอยู่จำนวน 30,000,000 หรือ 3.42%และบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRC ซึ่งถือหุ้นอยู่ 100,000,000 หุ้น หรือ 3.01%โดยขนาดรายการของบริษัทย่อยคิดเป็น 0.12% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิตามงบการเงินรวมของบริษัทและบริษัทย่อย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2558 โดยว่าจ้างบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท เข้าดำเนินการ จึงถือเป็นการเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกันภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นไปอย่างซบเซา เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนที่ทางการสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือนต.ค.ในช่วงค่ำวันนี้ตามเวลาไทย โดยนักลงทุนมองว่าตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้หรือไม่ หลังจากที่นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ส่งสัญญาณชัดเจนในระหว่างการแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐครั้งล่าสุดว่า เฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้าขณะที่ ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 63.65 ล้านบาท หรือ 0.023 บาทต่อหุ้น ลดลง 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 101.40 ล้านบาท หรือ 0.04 บาทต่อหุ้น?SMPCเข้าซื้อ เป้าหมาย 8.05 บาท นิกเกอิปิดบวก 189.50 จุด หลังกระแสเฟดขึ้นดบ.ฉุดเยนอ่อน, นิกเกอิปิดบวก 149.19 จุด ตลาดจับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐยืน 1,424 ได้ต่อ ลุ้นทดสอบ 1,430MINT CENTEL ได้รับผลกระทบจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินใน มัลดีฟส์: ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 30 วัน เมื่อวันพุธที่ 4 พฤศจิกายนหลังเกิดเหตุระเบิดบนเรือ speedboat ของประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 28 กันยายน และพบระเบิดใกล้กับที่พักของประธานาธิบดี ซึ่งสถานการณ์ฉุกเฉินถูกประกาศออกมาก่อนการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลจะมีขึ้นในอีกสองวันข้างหน้า ซึ่งเป็นผลกระทบต่อ MINT (18% ของคาดการณ์กำไร 2016 มาจากมัลดีฟส์) และ CENTEL (10% ของคาดการณ์รายได้ในปี 2016 มาจากมัลดีฟส์)。 ราคาปิด 2.48 แนวรับ 2.46 , 2.42-2.34 แนวต้าน 2.50-2.58ทั้งนี้ ผลการสำรวจของนักวิเคราะห์ระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนต.ค.จะเพิ่มขึ้น 183,000 ตำแหน่ง โดยเพิ่มขึ้นจากระดับ 142,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. และคาดว่าอัตราการว่างงานจะลดลงสู่ระดับ 5.0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 7 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2008 MINT (BUY:[email protected]): ช่วง 3Q58 คาดกำไรปกติโต 12%YoY จากรายได้ธุรกิจโรงแรมและอาหารในไทยที่ยังโตเด่น ส่วนช่วง 4Q58 ยังสดใสจากเข้าสู่ High Season โดยทั้งปี 58 คาดกำไรปกติโต 8%YoY และโตต่อ 10%YoY ในปี 59 ทั้งนี้จากผลกำไรที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่องในระยะยาว และราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside 23% จึงคงแนะนำ ซื้อ ทั้งนี้หลังจากการเพิ่มทุนแล้วเสร็จจะทำให้กลุ่มภัคอธิคม เข้ามาถือหุ้นในบริษัท 7.55% ขณะที่นายปรเมษฐ์ รังรองธานินทร์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจะมีสัดส่วนการถือหุ้นลดลงเหลือ 67.98% จากเดิมที่ 73.53% ขนาด 20 เมกะไบต์ ราคา 16.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ,ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ปิดช่วงบ่าย (5 พ.ย.) ที่ระดับ 1,413.16 จุด ลดลง 10.26 จุด หรือ 0.72% มูลค่าการซื้อขาย 44,040.73 ล้านบาท RCL ต่อเรือใหม่ 2 ลำ มูลค่ารวม 1.64 พันลบ. รับมอบปี 60 WHA บวกเกือบ 3% เล็งกำไรปีนี้ดี ธุรกิจ HEMRAJ หนุน QTC ราคาปิด : 5.60 บาท GL ปรับตัวขึ้นแรง 2 วันต่อเนื่อง เก็งกำไร Q3 แจ่ม โบรกฯ เชียร์ซื้อ รีบเติม! พรุ่งนี้น้ำมันเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ขึ้น 0.40 บ. ดีเซลขึ้น 0.50 บ. ค่าระวางเรือปรับลงต่อเนื่อง ปิดวานนี้ร่วง 2.59%。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.