New Leaders Forum

777 คา สิ โน apk1️⃣M98: Security and the Life Sciences

งวด 1 เมษายน 2563, SET เทรดวันสุดท้ายปีนี้ บวก 4 จุด PTT ซื้อ-ขายสูงสุด 1.27 พันลบ.ยังเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและการดึงดูดการลงทุนโดยตรงที่มีคุณภาพจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับการลงทุนของไทยที่ปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนรวมอยู่เพียง 24% ต่อ GDP และอยู่ในระดับต่ำมาตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจในปี 40CPN Trading แนวรับ 46.00 แนวต้าน 48.00, 49.00 ตัดขาดทุน 45.00อนึ่ง วันเกิดเหตุเสาร์ที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ห้องคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ รร.เซ็นทรัล หลังนายสมชัย สัจจพงษ์ ประธานกรรมการธนาคารแสดงวิสัยทัศน์และลงจากเวที นายวรภัคได้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ พนักงานและผู้บริหารบางส่วนได้ลุกขึ้นเดินออกจากห้อง ขณะที่นายเชิดชัย ชมภูนุกูลรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานเครือข่ายธุรกิจขนาดเล็กและรายย่อยต้องออกมาชวนพนักงานให้กลับเข้าไป,ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 หนี้สินรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 118 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2557 เป็น 321 ล้านบาทเนื่องจากมีปริมาณงานที่รอส่งมอบจำนวนมาก ประมาณ 90% ของภาระหนี้ของบริษัทเป็นเงินกู้ระยะสั้นสำหรับใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ส่งผลให้อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นเท่ากับ 39.4% จาก 19.5% ณ สิ้นปี 2557 อัตราส่วนดังกล่าวจะปรับตัวลดลงเป็นประมาณ 20% เมื่อมีการชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นด้านเทคนิค บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ (29 ธ.ค.) GL มีสัญญาณซื้อ แนวต้าน 18 บาทแนวรับ 17บาท และ 16.50 บาทดัชนี MSCI Asia Pacific ลดลง 0.1% แตะ 131.12 จุด เมื่อเวลาประมาณ 9.10 น.ตามเวลาโตเกียว คิม ยาง กอน เจ้าหน้าที่ระดับสูงเกาหลีเหนือเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถชน Catalyst : High Season 4Q15 ผสานรายได้จากดีล HBK และการเข้าซื้อแม็กซ์วิวเริ่มรับรู้รายได้ก่อนสิ้นปีหนุนกำไร 4Q15 กลับมาเติบโตทั้ง q-q และ y-y บวกกับการเทคเมอร์ซี่พลัสหนุนรายได้โตต่อเนื่องถึง 1Q16,ขณะที่ วัฒนา ชัยวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ LDC เปิดเผยว่า ในเดือน ธ.ค. 2558 บริษัททยอยเปิดสาขาเพิ่มจำนวน 11 สาขา ในต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่ เช่น มุกดาหาร นครพนม และนครราชสีมา เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จากเดิมที่มีแต่สาขาในกุรงเทพฯ จำนวน 21 สาขา โดยคาดว่าจะเปิดสาขาครบ 11 สาขา ในช่วงไตรมาส 1/59 ทำให้สิ้นไตรมาส 1/59 บริษัทมีสาขาทั้งสิ้นรวม 32 สาขาดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดบวกในวันนี้ โดยดัชนีนิกเกอิปิดบวก 108.88 จุด หรือ 0.58% ที่ระดับ 18,982.33 จุด เนื่องจากนักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อหุ้นที่ถูกเทขายอย่างหนักในช่วงก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายค่อนข้างซบเซาเนื่องจากตลาดขาดปัจจัยชี้นำ ก่อนที่จะถึงวันสุดท้ายของการซื้อขายในปีนี้ขณะที่ผลสำรวจของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์ระบุว่า ดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศสหรัฐเพิ่มขึ้น 5.2% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งมากกว่ากว่าเดือนก.ย.ที่ปรับตัวขึ้น 4.9% ในระหว่างปี 2553-2557 รายได้ประมาณ 94% ของบริษัทมาจากยอดขายหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่าย 2% มาจากหม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง และส่วนที่เหลือมาจากค่าบริการและการขายส่วนประกอบหม้อแปลงไฟฟ้า ฐานลูกค้าของบริษัทประกอบด้วยกลุ่มรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าคิดเป็น 37% ของรายได้รวม บริษัทเอกชน 39% และลูกค้าภาคการส่งออก 21% บริษัทมีความสัมพันที่ดีมาอย่างยาวนานกับตัวแทนส่งออกรายหนึ่งในประเทศออสเตรเลียซึ่งเป็นตลาดรับจ้างผลิตของบริษัท ส่งผลให้บริษัทได้รับคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องและได้รับการยอมรับในกลุ่มลูกค้าเหมืองแร่และกลุ่มลูกค้าธุรกิจปิโตรเลียม อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่เริ่มซบเซาในประเทศออสเตรเลียมีผลทำให้ยอดส่งออกของบริษัทถดถอยลงคำแนะนำของ ASLแนวรับหลัก 1,284 /1,280 ถือหรือซื้อระยะสั้นเมื่อยืนเหนือขณะที่ ล่าสุดราคาหุ้นบริษัท แอดวานซ์ คอนเนคชั่น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือWICEปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 2.94 บาท บวก 0.04 บาท หรือ 1.38% สูงสุด 2.96 บาท ต่ำสุด 2.92 บาท มูลค่าการซื้อขาย 38.63 ล้านบาทSTOP LOSS สถานะ Long ถ้า ITDH16 ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 7.30 ลงไป ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,285.87 จุด เพิ่มขึ้น 2.94 จุด หรือ 0.23% มูลค่าการซื้อขาย 27,840.93 ล้านบาทข้อมูล :อินโฟเควสท์,ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 1,117.80 ล้านบาท ปิดที่ 152.00 บาท ลดลง 2.00 บาททั้งนี้ ในปี 59 บริษัทตั้งเป้าอัตรากำไรสุทธิที่ 7% จากปี 58 คาดว่าจะอยู่ที่ 5% โดยในไตรมาส 2/59 จะออกผลิตภัณพ์ใหม่ในกลุ่มยางรถจักรยานยนต์ ซึ่งจะเข้ามาทำให้อัตรากำไรสุทธิดีขึ้น ประกอบกับตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.59 จะส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังอินเดียในส่วนของเฟส 1 ประมาณ 60,000 เส้น/เดือน และมั่นใจจะได้เพิ่มขึ้น เพราะความต้องการสูงกว่าไทย ,ทั้งนี้บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นของบริษัท สมาร์ท แทรฟิค จำกัด จำนวน 185,000,000 บาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนที่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจหุ้นกลุ่มธนาคารปรับฐานขึ้น โดยหุ้นซิตี้กรุ๊ป และหุ้นยูเอส แบงก์คอร์ป ต่างก็ปรับตัวขึ้นอย่างน้อย 1.1% นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากรายงานของ Conference Board ที่ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 96.5 ในเดือนธ.ค. จากระดับ 92.6 ในเดือนพ.ย. เนื่องจากความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงได้ช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้นในช่วงเทศกาลวันหยุด สรุปหุ้นโดนขายชอร์ตหนัก ประจำวันที่ 28 ธ.ค.58。

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงวันที่ 30 ธ.ค. 2 ม.ค. อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียสอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 13-18 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียสส่วนบริเวณยอดภู อากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.ในช่วงวันที่ 3 5 ม.ค. อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาบางพื้นที่ อุณหภูมิจะสูงขึ้นอุณหภูมิต่ำสุด 19-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส,ส่วนอัตราการใช้กำลังผลิตในเดือน พ.ย.58 อยูที่ 63.16% ลดลงจาก 64.09% ในเดือน พ.ย.57 THAI ปิดเช้าพุ่ง หลัง DD ลั่นมั่นใจพลิกกำไรปี 59 แม้โบรกฯยังแนะแค่ ถือ สรุปหุ้นผู้บริหารดอดซื้อ-แอบทิ้ง ประจำวันที่ 29 ธ.ค.58 SCC (BUY: Consensus [email protected]) : ปี 59 คาดได้อานิสงส์จากแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ซึ่งจะหนุนอุปสงค์ปูนซีเมนต์ในประเทศ อีกทั้งมีแผนสร้างโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ในต่างประเทศ ซึ่งคาดหนุนพื้นฐานธุรกิจในระยะยาว โดยปี 58 คาดกำไรโต 31.7%YoY และโตต่อ 6.3%YoY ในปี 59 + มี Upside 27.6% จึงแนะนำ ซื้อ แนวรับ 1.08-1.13 บาทในปี 2558 ผลการดำเนินงานของบริษัทฟื้นตัวอย่างมากจากการเปิดประมูลงานของ กฟภ. ตั้งแต่ต้นปี 2558 และ อุปสงค์ที่แข็งแกร่งของหม้อแปลงไฟฟ้าที่ใช้ในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ รายได้ของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 เท่ากับ 670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อยอดขายของบริษัทเท่ากับ 12% ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ -2.6% ในช่วง เดียวกันของปี 2557 ทั้งนี้ อัตรากำไรของบริษัทคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2558 และปี 2559 จากปริมาณงานที่รอส่งมอบจำนวนมากและการเติบโตของโครงการไฟฟ้าพลังงานสงอาทิตย์ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 บริษัทมีงานที่รอส่งมอบมูลค่า 460 ล้านบาท โดยประมาณ 90% เป็นงานที่ส่งมอบภายในปี 2558 ซึ่งจะส่งผลให้รายได้ของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 1,100 ล้านบาทในปี 2558 เทียบกับ 761 ล้านบาทในปี 2557ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway down หรือในกรอบระหว่าง 117-124 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 115 บาทในช่วงวันที่ 3 5 ม.ค. บริเวณความกดอากาศสูงจะมีกำลังอ่อนลงทำให้ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นกับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาบางพื้นที่ สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ มีกำลังอ่อนลง, ดัชนี MPI เดือน พ.ย.58 โต 0.1% มาที่ 105.39 จาก 105.29 บอร์ด THAI อนุมัติการขยายเวลาเงินกู้จากคลัง เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน ,นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการ ยังอนุมัติรับโอนอสังหาริมทรัพย์จากบริษัท วัน บ็อกซ์ โฮม จำกัด (OBH) เพื่อชำระหนี้บางส่วนมีมูลค่ารวม 66 ล้านบาทให้กับบริษัท จากปัจจุบันที่ OBH มีหนี้ค้างชำระกับบริษัทเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 123.26 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการที่ OBH ค้างชำระหนี้ค่าสินค้ากล่อง Set Top Box และคูปองแลกกล่อง Set Top Box กับบริษัท และภายหลังจากที่บริษัทรับชำระหนี้ด้วยทรัพย์สินข้างต้น OBH ยังคงเหลือหนี้ที่ยังต้องชำระให้แก่บริษัทอีกจำนวน 57.26 ล้านบาท ซึ่งบริษัทขอให้ OBH ชำระหนี้ในส่วนที่เหลือด้วยเงินสด หรือเช็คราคาปิด 6.40 แนวรับ 6.35-6.20 แนวต้าน 6.60 , 6.80-7ทั้งนี้ เด็กแนวมองว่าราคาหุ้นในอนาคตจะค่อนข้างยืนยาวไม่อยู่ตรงนี้ เนื่องจากเป็นทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และมีแขนขาเป็นบริษัทต่างๆ เข้ามาร่วมกันขายสินค้า ช่องทางต่อไปหากเข้าจีนได้คราวนี้จะอลังการสุดๆ ไปเลยเนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่นักบริหารเงินประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 36.08-36.18 บาท/ดอลลาร์?ความเห็น: คาดจะลุยธุรกิจพลังงานเต็มตัว เกาะติดหุ้นเด็ด เด็กแนว ราคาปิดประจำวันที่ 28 ธ.ค. 58ความเห็น: คาดจะลุยธุรกิจพลังงานเต็มตัว,INTUCH(ราคาปิดภาคเช้า 53.00) ซื้อ แนวรับ 52.00 แนวต้าน 55.506.75 5.80 การแกว่งตัวของแท่งเทียนที่สร้างจุดต่ำใหม่ 11.60 และค่าIndicatorที่ไม่สร้างจุดต่ำใหม่กว่า มีโอกาสเกิดสัญญาณBullish Divergence การปรับตัวระยะสั้นเน้นยืน 11.60 เป็นจุดพิจารณาซื้อเมื่อยืนเหนือ แนวต้าน 12.20 ผ่านยืนขึ้นมาเป็นสัญญาณซื้อเก็งกำไรตาม แนวต้านต่อไป 13.302) เป็นอีกธุรกิจที่ได้รับผลดีจากมาตรการลดหย่อยภาษี 15,000 บาท ของรัฐบาล。

The recent announcement that scientists created a version of H5N1 influenza virus has implications for Asia.

An important research finding in the life sciences has galvanized and divided the international scientific and security communities. The creation of a version of H5N1 influenza virus (bird flu) that can be transmitted by respiratory droplets or aerosol between mammals raises hopes that a vaccine can be made – and fears that humans will speed up the process by which this new virus will be unleashed. Research has been suspended while scientists debate the proper course to take. But any solution must be part of a larger regional effort to address biosafety and biosecurity concerns.

The H5N1 virus first appeared in Asia nearly a decade and a half ago, and has since spread around the world.  In that time, the disease has been reported in 576 human cases and there have been 339 deaths. The human fatality rate for H5N1 ranges from 30 percent to 80 percent; experts consider this “one of the most virulent known human infectious diseases.” At present, the disease is only spread by contact with live birds. Scientists fear that the virus could mutate and become susceptible to human-to-human transmission, which could trigger a pandemic on the scale of the 1918-19 outbreak of Spanish flu (H1N1) that killed as many as 40 million people. Late last year, two research teams created an H5N1 virus in the laboratory that could spread in such a manner. 

This isn’t the first such “breakthrough.” In 2001 scientists created recombinant mousepox (knowledge that could be applied to smallpox); a year later, the polio virus was chemically synthesized (which means the virus was created from scratch without a natural template by using a DNA sequence available online); and in 2005, scientists reconstructed the 1918 Spanish flu virus.

The possibility of the misuse of such research for bioterrorism and crimes, as well as accidental exposure of those agents to humans, animals and plants, was highlighted by the U.S. National Research Council, including the Fink Committee report in 2004 and the Lemon-Relman Committee report in 2006.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

This time, however, the U.S. National Advisory Board for Biosecurity (NSABB) recommended that the papers (introducing the research findings to the public) not be fully published; instead, the basic results should be provided without methods or detailed results.  The government passed those recommendations on to the scientists and the journals to which they had submitted their research.

Those scientists, and some colleagues, responded with a letter published last month in the two journals, arguing that the research is crucial to public health efforts, but agreed that the controversy justified a 60-day suspension of research so that the entire scientific community could debate the issue.  An international conference on the topic is scheduled to be held this week at the World Health Organization (WHO).

This case has powerful implications for the Asia-Pacific region, which is home to rapidly developing life science industries that are working to solve problems in public health, medicine, energy development, agriculture, and national security. In 2010, a global market research firm, Frost & Sullivan, reported that Asia-Pacific healthcare revenue represented 23.2 percent of the global market ($247 billion) in 2009, and could reach a 40 percent share by 2015. Ensuring freedom in scientific research and attracting cutting-edge scientists are essential components of the region’s efforts to develop life science research.

Our concerns are broader than the oversight or censorship of scientific research. Enhancing safety and security within and beyond laboratories is critical to preventing the accidental release of pathogens/toxins or their intentional use for illicit purposes. The world doesn’t care if a pandemic is natural or manmade. In addition to the human cost, the economic consequences could be huge: the World Bank estimated that an influenza outbreak in East Asia on the scale of the 2002-3 SARS outbreak could cost $800 billion a year. 

There are two priorities for regional security efforts. The first is immediate capacity-building and coordination in the overarching sectors of public health, disaster relief, and biodefense to enhance preparedness and response in the case of a disease outbreak (whether it’s manmade or natural). It’s important to note the unique nature of biodefense, where “medicine” plays the most significant role, and opens the door to unique forms of collaboration among public health and disaster relief efforts.

The second priority is long-term education and awareness raising policies to promote responsible conduct in life science research. This will provide the basis for wider engagement of life scientists in the effort to strengthen biosafety and biosecurity architecture beyond laboratories (including oversight, intelligence, national legislation of relevant international agreements, and export controls).

A key element of this agenda is sharing best practices among regional states in the development of biodefense capacity and collaboration with public health sectors. This work could be initiated at the bilateral level via existing regional security partnerships. For example, the U.S.-Japan Security Consultative Committee of defense and foreign ministers (the “2+2 process”) has a “Defense Working Group against CBRN Weapons” (CDWG) that could provide a model for other countries or even be expanded to larger groups.

Elevating bilateral/trilateral efforts to the regional level will be challenging. An “easy” opportunity exists, however.

When the ASEAN Defense Ministers’ Meeting (ADMM-Plus) was inaugurated in October 2010, the group targeted nontraditional security issues as the most viable area for functional cooperation. Among its priorities was capacity building relating to natural disaster management:  a Working Group on Military Medicine was set up and the group is to be co-chaired by Singapore and Japan until 2013 in cooperation with ASEAN Regional Forum.

The ARF has been working on biological threat reduction in cooperation with the WHO, which extends opportunities for further coordination between regional defense frameworks and public health frameworks. From the public health sector, the Regional Committee for the Western Pacific of the WHO agreed on resolution WPR/RC56.R4 — Asia Pacific Strategy for Emerging Diseases — in an effort to enhance regional capacity against infectious diseases. A possible plan was outlined that establishes the organization’s linkage with “those who handle deliberate release of biological, chemical and radiological/nuclear agents, if appropriate.”

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

For the second agenda item, there are growing efforts to raise awareness of biosecurity and biosafety issues among life scientists. The United States has the NSABB. The Science Council of Japan established a committee last year on dual-use issues in the life sciences to raise awareness of these issues. Biosafety and biosecurity associations in the Philippines, Indonesia and Singapore are key players in the Asia-Pacific Biosafety Association (A-PBA). The A-PBA is a member association of the International Federation of Biosafety Associations that works closely with the U.S. Cooperative Threat Reduction.

There are many opportunities for national security and public health agencies of regional governments to play individual roles and build international partnerships on these issues. For regional security stakeholders, the debate over and action plans to deal with H5N1 research should go beyond oversight of scientific research and be considered part of the embryonic efforts to enhance regional biosecurity. 

 

Masamichi Minehata is a research fellow at the University of Bradford in the U.K. and nonresident SPF Fellow at the Pacific Forum CSIS. Since 2008 he has worked for the UK Prime Minister’s Initiative to promote international biosecurity education, in cooperation with the National Defense Medical College of Japan. Brad Glosserman is executive director of Pacific Forum CSIS, where this article originally appeared.