China, What's Next?

heavenslotzv21️⃣M98: China’s Challenges: Environment

เว็บบาคาร่าอันดับ1uhd,NCL ราคาปิด 2.30 บาทอย่างไรก็ตาม รายได้และกำไรสุทธิในปีนี้ยังต้องรอประเมินในช่วงไตรมาส 4/58 ที่เป็นช่วงไฮซีซั่น โดยบริษัทหวังว่าจะสามารถผลักดันรายได้ และกำไรสุทธิให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนที่มีรายได้ 8.5 พันล้านบาท และกำไรสุทธิ 380.67 ล้านบาท เนื่องจากจะมีผลผลิตปาล์มเข้าตลาดมามากส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตปรับตัวลดลง?ทั้งนี้ การประกาศดังกล่าวทำให้ไทยสูญเสียศักยภาพในการส่งออกน้ำมันดิบ ซึ่งที่ผ่านมามีปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบทั้งประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มาอยู่ที่ 384,798 ตัน ในเดือนพ.ค.58 จากปี 57 มีจำนวน 167,060 ตัน ส่งผลราคาขายน้ำมันปาล์มดิบปรับลดลงจากปีก่อนแนวรับ 6.25-6.45 บาทคำแนะนำของ ASLซื้อแนวรับ คาดการแกว่งตัวตามแนวรับเส้น Uptrend Line BANPU บวก 5.37% คาดเก็งงบไตรมาส 3 พุ่งทะลัก 2,000 ลบ.ทำนิวไฮของปีนอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูรายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ของสหรัฐ ซึ่ง EIA จะเปิดเผยในช่วงค่ำวันนี้ตามเวลาไทย ขณะที่เทรดเดอร์คาดการณ์ว่า สต็อกน้ำมันดิบอาจจะปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3Res 8.45-9.00 / Sup 8.15 ,ทั้งนี้ ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้อง ดังนั้นบริษัทบริษัท อคิวเมนท์ และบริษัท ทริปเปิลที จึงสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ตามปกติ โดยจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากคดีดังกล่าวรวมถึงเกรดพิเศษป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์ หลังจากที่บริษัทได้ผ่านการทดสอบระบบการผลิต และพร้อมที่จะขยายตลาดหากลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ จากเดิมที่บริษัทจะขายสินค้าเพื่อเป็นวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็กเส้นข้ออ้อย ,เหล็กรูปพรรณนักบริหารเงิน เปิดเผยถึงค่าเงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ (14 ก.ย.) ที่ระดับ 36.04/05 บาท/ดอลลาร์ จากตอนเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 36.00/02 บาท/ดอลลาร์หุ้นกลุ่มอาหารปรับตัวขึ้นถ้วนหน้า ขานรับความหวังที่ว่าอุตสาหกรรมอาหารจะได้รับแรงหนุนหลังจากมีรายงานว่า บริษัทอิโตแฮม ฟูดส์ ซึ่งเป็นบริษัทแปรรูปเนื้อวัว วางแผนที่จะควบรวมกิจการกับบริษัทโยเนะคิว ซึ่งเป็นคู่แข่งรายเล็กกว่า ทั้งนี้ ข่าวดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นอิโตแฮม ฟูดส์ พุ่งขึ้น 3% และหุ้นโยเนะคิว ทะยานขึ้น 8.4%โดยจะให้กรอกรายละเอียดการสั่งจองสลาก จากนั้นนำหลักฐานการชำระเงินไปรับสลากได้ที่ไปรษณีย์ในพื้นที่ของตนเอง โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนกับธนาคารกรุงไทยตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนนี้ และสามารถจองซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 3-7 ตุลาคมนี้ ในราคา 70.40 บาทต่อฉบับ เพื่อจัดส่งทางไปรษณีย์ในต่างจังหวัดภายใน 3 วัน และเริ่มออกรางวัลในงวดวันที่ 1 พฤศจิกายนทั้งนี้ การประกาศดังกล่าวทำให้ไทยสูญเสียศักยภาพในการส่งออกน้ำมันดิบ ซึ่งที่ผ่านมามีปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบทั้งประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มาอยู่ที่ 384,798 ตัน ในเดือนพ.ค.58 จากปี 57 มีจำนวน 167,060 ตัน ส่งผลราคาขายน้ำมันปาล์มดิบปรับลดลงจากปีก่อนส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิตในเดือนส.ค.ปรับตัวลงสู่ระดับ 77.6% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 77.8%นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังได้รับปัจจัยบวกจากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป หรือยูโรสแตท ที่ระบุว่า อัตราการจ้างงานของประเทศยูโรโซนในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายไตรมาส โดยเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี และอัตราการจ้างงานในสหภาพยุโรป (EU) ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายไตรมาส,S50U15/885.50 ,ส่วนโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้ภายในปีนี้ก็คาดว่าจะมี MWE และ MGP เพราะทั้งสองโครงการมีความคืบหน้าในการก่อสร้างเกินกว่า 90% แล้ว ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้จากการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอนาคต กูรูแนะจับตาผล กนง.-เฟด ชี้ชะตาค่าเงินบาท。

ขณะที่ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันพรุ่งนี้ไว้ระหว่าง 35.85-36.00 บาท/ดอลลาร์โดยสัปดาห์นี้ ตลาดยังมีความกังวลในเรื่องการจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมวันพุธนี้ ซึ่งจะรู้ผลในวันพฤหัสบดี ซึ่งขณะนี้มีความเป็นไปได้ 50:50 ในการที่เฟดจะขึ้นหรือไม่ขึ้นดอกเบี้ย โดยหากเฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยก็จะมีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นในประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging market) รวมถึงประเทศไทยจำนวนหนึ่ง แต่คิดว่าไม่มากนัก เนื่องจากเฟดได้ส่งสัญญาณเรื่องนี้มานานพอสมควร และเม็ดเงินส่วนใหญ่ได้ไหลออกจาก Emerging market ไปกว่า 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐแล้วตั้งแต่ต้นปีนี้、บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ ระบุว่า บริษัทคาดว่าในช่วง 5 ปีนี้อัตราการเติบโตของรายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นได้ปีละ 20% จากงานภาครัฐที่เป็นเมกะโปรเจ็คต์ทยอยเปิดประมูลในช่วงปี 58-59 จำนวน 17 โครงการ มูลค่า 1.6 ล้านล้านบาท หุ้นเก็งกำไรบ่าย KAMART เป้าทำกำไร 7.80 บาท ตัดขาดทุน 6.90 บาททั้งนี้ ผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/58 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ จำนวน 54 ล้านบาท รวมผลการดำเนินงานงวดครึ่งแรกปี 2558 มีกำไรสุทธิจำนวน 14 ล้านบาท ขณะที่งวดไตรมาส 3/57 มีกำไรสุทธิจำนวน 131 ล้านบาท และงวดปี 2557 มีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 2,679 ล้านบาทตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับแรงหนุนจากมุมมองที่ว่า ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอล่าสุดของสหรัฐนั้น อาจทำให้เฟดใช้เป็นเหตุผลที่จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ โดยเมื่อช่วงค่ำวานนี้ตามเวลาไทย กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3%, การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เราก็มองว่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่มีต้นทุนทางการเงินที่ถูก เพราะตอนนี้เรามีการขยายธุรกิจค่อนข้างมาก แต่ยังไม่แน่นอนว่าถ้าอีก 2 ปีข้างหน้าที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯเราจะมีการระดมทุนเท่าไหร่ เพราะก็ต้องขึ้นอยู่กับสัมปทานของเส้นทางที่เราจะขยายไป แล้วก็อาจจะมีการขยายศูนย์บริการ เพิ่มจำนวนรถโดยสาร ตอนนี้เรายังไม่ได้กำหนดจำนวนเงินที่แน่นอน นางเครือวัลย์ กล่าวบริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ THE ระบุว่า บริษัทได้รับอนุมัติจากมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 28 ส.ค.58 ให้บริษัทเข้าทำรายการซื้อที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินที่ใช้ประกอบกิจการจากผู้ขาย 4 ราย มีรายละเอียดดังต่อไปนี้, GUNKUL ตั้งเป้าปี 59 รายได้โต 10% จากคาดราว 4.93 พันลบ.ในปีนี้、allslot123 1️⃣2021、สำหรับ THSI ที้ทาง ตลท.จัดตั้งขึ้นเพื่อยกระดับบริษัทที่จดทะเบียนให้มีความโดดเด่นด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล และสร้างความน่าสนใจให้กับนักลงทุนต่างชาติที่มีความต้องการลงทุนในบริษัทที่มีความยั่งยืน และเป็นการเปิดโอกาสให้กับบริษัทขนาดเล็กที่ไม่สามารถเข้ารับคัดเลือกในระดับสากลเพื่อจะได้เป็นรากฐานในการเข้าสู่การคำนวณในระดับสากลในอนาคตต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นการดึงดูความน่าสนใจของกองทุนต่างชาติที่อิงโกลบอลเทรนด์ ซึ่งให้ความสนใจเข้าลงทุนในบริษัทที่มีความยั่งยืน ,ส่วนโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้ภายในปีนี้ก็คาดว่าจะมี MWE และ MGP เพราะทั้งสองโครงการมีความคืบหน้าในการก่อสร้างเกินกว่า 90% แล้ว ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้จากการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอนาคตราคาปิด 4.52 ตัดขาดทุน 4.42โดยปัจจุบันบริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าที่จำหน่ายกระแสไฟฟ้าได้แล้ว 1 โครงการ คือ โรงไฟฟ้า ช้างแรก ไบโอเพาเวอร์ (CRB) กำลังการผลิตเสนอขายจำนวน 9.2 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมีอีก 5 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าชีวมวลแม่วงศ์ เอ็นเนอยี่ (MWE) ,โรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย กรีน เพาเวอร์ (MGP),โรงไฟฟ้าชีวมวลทุ่งสัง กรีน (TSG),โรงไฟฟ้าชีวมวลพัทลุง กรีน เพาเวอร์ (PGP) และโรงไฟฟ้าชีวมวลสตูล กรีน เพาเวอร์ (SGP) ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ทำให้มีกำลังการผลิตเสนอขายรวมเพิ่มขึ้นอีก 43.6 เมกะวัตต์ และรายได้จากทั้ง 5 โครงการ ยังได้รับการสนับสนุนราคารับซื้อค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแบบ FiT ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากการลดลงจากอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft)นักวิเคราะห์มองว่า เศรษฐกิจจีนยังไม่ส่งสัญญาณของการฟื้นตัว แม้ว่าธนาคารกลางจีนจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยและสัดส่วนการกันสำรองลงก็ตาม ขณะเดียวกันมีการคาดการณ์ว่า เงินหยวนจะอ่อนค่าลงอีกนอกจากนี้ บริษัทได้ขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา เพื่อเป็นการกระจายยอดขายให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อกิจการที่อยู่ในกลุ่มอาหารในประเทศ 1 แห่ง แต่ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะแล้วเสร็จเมื่อใดทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์และทิศทางราคาน้ำมันของกระทรวงพลังงานพบว่าในปัจจุบันและไปจนถึงช่วงไตรมาสสุดท้ายปี นี้ ราคาน้ำมันน่าจะอยู่ในระดับทรงตัว และมีความเป็นไปได้น้อยที่ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นสูงดัชนีนิกเกอิปรับตัวขึ้นตั้งแต่ตลาดเปิดทำการ โดยตลาดดีดตัวขึ้นจากที่ร่วงลงเมื่อวานนี้ ประกอบกับได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า BOJ จะเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงิน。 สำหรับแผนลงทุนในโรงงานผลิตเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงและเสาโทรคมนาคมในเมียนมาร์ จะร่วมทุนกับพันธมิตร ซึ่งมีสัดส่วนลงทุนไม่น้อยกว่า 40% มูลค่าลงทุนทั้งหมด 26 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโรงงานได้ในปี 2559ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ปัตตานี กรีน (PTG) กำลังการผลิตเสนอขาย 42 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 2 เฟส เฟสละ 21 เมกะวัตต์ ซึ่งในเฟสแรก ได้รับใบตอบรับซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เรียบร้อยแล้ว ส่วนเฟส 2 กำลังอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาต หุ้นเก็งกำไรบ่าย KAMART เป้าทำกำไร 7.80 บาท ตัดขาดทุน 6.90 บาท。

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

China’s Challenges: Environment
Credit: Leo Fung

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

Their ability to do so will depend on what they are driving—which remains open to question. For all the talk of the ‘Chinese model,’ nobody can seem to agree whether it’s a juggernaut or a jalopy.

From a purely economic perspective, it looks very much like a juggernaut. Having overtaken Japan and still motoring along at double-digit pace with a fifth of the world’s population on board, the speed and size of China’s GDP is awe-inspiring. But from an environmental viewpoint, it more closely resembles a jalopy—belching fumes, wasting fuel and constantly in need of a radiator refill.

Over the past five years, China has become the world’s biggest energy consumer and greenhouse gas emitter. Its longstanding problem of water scarcity in the north has been compounded by pollution, overuse and drought, to leave an accumulated deficit of more than 200 billion cubic meters.

These problems show no signs of abating without an overhaul. On the latest trends of population growth, rising affluence and energy use, the emissions of the average person in China will surpass those of Europeans within five years and Americans within 10. Demands for water, energy, food and almost every other resource will also intensify, despite warnings that they are already beyond sustainable levels.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Until now, Beijing has managed to avert a crisis with a series of supply-side solutions to provide more water and fuel, while tinkering with the engine mid-drive.

It has embarked on the world’s biggest hydro-engineering project—the South-North Water Diversion Project—to channel rivers to the dry north. It has intensified diplomatic and trade efforts to secure coal, oil, timber and other resources in Australia, Africa and South America—adding to the competitive pressures with the United States. And it has boosted the efficiency of its industrial sector by investing heavily in new power plants and renewable energy.

The upgrade to a sleeker, low-carbon economy is an expensive and difficult task that is a long way from completion, but China appears ready to pay. Last year, it invested $34 billion in ‘clean technologies’ compared to the United States’ $18 billion, according to the World Resources Institute. The two biggest alternative energies—hydro and nuclear—will see a rapid expansion over the next decade, though they too have an environmental cost. Wind energy generating capacity is growing fast (China became number one in this field too last year), but more than a third isn’t yet connected to the grid. Development of solar power, eco-cities and electric vehicles has even further to go, but the government has committed considerable funds to realise these goals.

It has been far less willing to implement demand-side constraints, which is understandable given the relatively low living standards in China compared with developed nations and the fear of social instability if growth slows. Where it has been forced to impose limits—on pollution control—results have been mixed due to corruption, poor governance and the often conflicting goal of economic expansion. Given this background, the Politburo has preferred to set ‘intensity’ targets—for example on energy and carbon emissions—that are pegged to GDP.

But there are signs that this may be changing as the environmental road grows more bumpy, crowded and dry.? Beijing recently imposed its first restrictions on car ownership, cutting new registrations by more than two-thirds to alleviate traffic and pollution problems. Last month, state planners said China would impose a cap on annual water consumption of 670 billion cubic metres, as well as doubling spending on conservation and efficiency measures over the next 10 years.

In the next five-year economic plan—due to be unveiled in March—the government will also introduce pollution reduction targets for nitrogen oxide and ammonia in addition to the existing goals for sulphur dioxide and chemical oxygen demand. Along with a proposed environmental tax, this is likely to add to the costs of industry, but it should mean that China’s notorious smogs finally start to dissipate.

To the frustration of many trade partners—particularly Japan and the United States—the government is also limiting exports of rare earths used in high-tech manufacturing. This is partly justified on environmental grounds—the mining is dirty and China no longer wants to be a supplier of primary resources—but largely because it wants to move up the value chain by keeping those metals for production of home-made technology.

A still cleaner shift of direction, however, would entail an overall target to limit energy use—and by association set a peak for carbon emissions. This radical step is still being debated by five-year planners, who are trying to reduce China’s dependency on coal, which is the main source of greenhouse gas and acid rain, as well as being a blight on agricultural land and river systems. For all its investment in clean technologies, China remains addicted to this dirtiest of fossil fuels, which still supplies 77 percent of the nation’s energy.

Limiting the use of this primary fuel is essential for China and the world. Without this change, there can be no transition from carbon-burning jalopy to high-tech juggernaut and the drivers of the economy will find it harder to maintain control.

Easing off the accelerator now will be far easier than slamming the brakes later on.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Jonathan Watts is the Guardian’s Asia environment correspondent and author of ‘When a Billion Chinese Jump: How China Will Save the World – or Destroy It.’